วัวเคยค้าม้าเคยขี่

   หมายถึง  คุ้นเคยกัน  รู้ทีกัน  เข้าใจท่วงทำนองของกันและกันเป็นอย่างดี การขี่ม้าหรือขี่วัว  ผู้ขี่และพาหนะที่ขี่จะคุ้นเคยและรู้ใจกันเป็นอย่างดี

ดังปรากฏในวรรณคดีเรื่องอิเหนาว่า

             ขุนม้าผูกม้าพาชี                         เคยขี่ควบขับสำหรับขา

สำนวนนี้ส่วนมากใช้กับคนที่เคยเป็นสามีภรรยากัน

ตัวอย่าง

            มึงถือว่าอีวันทองเป็นแม่ตัว        ไม่เกรงกลัวเว้โว้ทำโมหันต์

ไปรับไยไม่ไปในกลางวัน                        อ้ายแผนพ่อนั้นก็เป็นใจ

มันเหมือนวัวเคยขาม้าเคยขี่                     ถึงบอกกูว่าดีหาเชื่อไม่

อ้ายช้างมันก็ฟ้องเป็นสองนัย                   ว่าอ้ายไวยลักแม่ให้บิดา

              (ขุนช้างขุนแผน  ตอน  พระพันวษาไต่สวนคดีที่ขุนช้างถวายฎีกา)

“เธอไม่พอใจที่สามีไปเยี่ยมภรรยาเก่า  เพราะอดระแวงไม่ได้ว่า  เขาจะ

คืนดีกันตามประสา  วัวเคยขาม้าเคยขี่”

หัวล้านได้หวี

หมายถึง ได้สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ตนเอง

โคลงโลกนิติ  อธิบายความหมายว่า

   หัว หูดูชั่วช้า         ไฉไล

ล้าน เลื่อมแลเงาใส    เกือบแก้ว

ได้   ส่องกระจกใจ     เจียนขาด

หวี แต่จับจ้องแล้ว      ลูบโอ้อายเอง

เห็นกงจักรเป็นดอกบัว

หมายถึง เห็นผิดเป็นชอบ

กงจักรสิ่งที่มีรูปเป็นวงกลม มีริมเป็นแฉกๆโดยรอบ ใช่เป็นอาวุธตัดทำลาย

 สำนวนนี้มาจาก นิบาตชาดกเรื่อง  มิตตวินทุกชาดก

           เห็น ความบาปชั่วร้าย        เป็นดี

กรงจักร หมุนเร็วรี่                        อยากได้

เป็น   ทุกข์ท่วมฤดี                       เจ็บปวด  ยิ่งเฮย

ดอกบัว ที่สรวงไว้                         ที่แท้ของเทียม

มดแดงแฝงพวงมะม่วง

หมายถึง  ชายที่เฝ้าปองรักหญิงมานาน คอยกันท่าชายอื่น  แต่ตัวเองก็ไม่สมหวัง

ที่มา มดแดงมักจะทำรังและไต่ตามผลมะม่วงแต่มิได้กินและไม่รู้รสมะม่วง แต่เมื่อมีใครมาเก็บมดแดงจะกัด

             โอ้อนาถวาสนาพี่หาไม่            จึงมิได้ชิดเชื่อแม่เนื้อหอม

เหมือนมดแดงแฝงพวงมะม่วงงอม            เที่ยวไต่ตอมเต็มอยู่มิรู้รส

                                         (พระอภัยมณี ตอน ศรีสุวรรณเกี้ยวนางเกษรา)

สำนวนสุภาษิตไทย

ความหมายของสำนวนสุภาษิตไทย

สุภาษิต หมาย ถึง คำพูดที่พูดออกมา ไม่ว่าจะเป็นทำนอง สำนวนโวหาร หรือคำพังเพย แต่มีเนื้อความหรือความหมายที่ดี เป็นคำตักเตือนสั่งสอนและสะกิดใจให้ระลึกถึงอยู่เสมอ คนไทยเรามักหยิบยกคำสุภาษิตมาเป็นตัวอย่างในการอบรมสั่งสอนลูกหลานหรือผู้ ที่มีอายุน้อยกว่า หรือบางครั้งใช้แสดงเปรียบเทียบประกอบการสนทนา

 สุภาษิตไทย แบ่งออกเป็น ประเภท คือ

  1. คำสุภาษิตประเภทที่พูด อ่านหรือเข้าใจเนื้อความได้ทันที โดยไม่ต้องแปลความหมาย
  2. 2.คำ สุภาษิตประเภทที่พูด อ่านหรือฟังแล้วยังไม่เข้าใจเนื้อความนั้นในทันที ต้องนึกตรึกตรอง ต้องแปลความตีความหมายเสียก่อนจึงจะทราบเนื้อแท้ของความเหล่านั้น

สำนวน หมายถึง โวหาร ทำนองพูด ถ้อยคำที่เรียบเรียง ถ้อยคำที่ไม่ถูกไวยากรณ์แต่รับใข้เป็นภาษาที่ถูกต้อง การแสดงถ้อยคำออกมาเป็นข้อความพิเศษเฉพาะภาษาหนึ่งๆ

สำนวนไทย มีความหมายโดยนัย เป็นลักษณะความหมายเชิงอุปมาเปรียบเทียบ ไม่แปลความหมายตามตัวอักษร จึงฟังแล้วมัก จะไม่ได้ความหมายของตัวมันเอง ต้องนำไปประกอบกับบุคคล กับเรื่อง หรือเหตุการณ์จึงจะได้ความหมายเป็นคติเตือนใจ เช่นเดียวกับคำที่เป็นสุภาษิต

ความแตกต่างของสุภาษิตและสำนวน

สุภาษิต จะไม่มีการเสียดสีหรือติชมอย่างคำพังเพย เป็นถ้อยคำที่แสดงหลักความเป็นจริง เป็นที่ยอมรับกันโดย ทั่วๆไป สุภาษิตนี้ยังมีความหมายรวมไปถึง สัจธรรม คำสั่งสอนที่เป็นความจริงอันเที่ยงแท้ทางศาสนาด้วย เช่น ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เป็นต้น